บล็อกนีั้เกี่ยวกับการเรียนการสอนรายวิชา อินเตอร์เน็ตในชิวิตประจำวันและความสวยงามสำหรับคนที่รักและใส่ใจสุขภาพความงามตัวเอง

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555



Beauty Tip
 
การดูแลผิวด้วยสครับ ( Scrub )
สครับ ( scrub ) หมายถึง การขัด หรือ การถู ซึ่งการทำสครับมีวัตถุประสงค์เพื่อการทำความสะอาดด้วยวิธีการขัดหรือการถู สครับช่วยในการขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขนรวมทั้งเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพหรือเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วที่เกาะอยู่บนบริเวณผิวหนังชั้นนอกให้สามารถหลุดออกได้เร็วขึ้น โดยปกติแล้วในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นนั้นกระบวนผลัดเซลล์ผิวนั้นสามารถทำได้ดีเซลล์ผิวเก่าสามารถผลัดเซลล์ผิวใหม่ได้ดีกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นจะสังเกตุได้ว่าผิวของเด็กๆ หรือวัยรุ่นจะมีความสดใสดูมีชีวิตชีวามากกว่าผิวของผู้ใหญ่ ดังนั้นสครับจึงมีประโยชน์ในการช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกได้ง่ายขึ้นและให้โอกาสเผยเซลล์ผิวใหม่ที่ดูสดใส มีชีวิตชีวากว่าเซลล์ผิวเก่าสภาพเสื่อมที่ดูหมองคล้ำ และเป็นการลดปัญหาของการเกิดสิวเนื่องจากสิ่งสกปรกและไขมันที่อุดตันตามผิวหน้า ซึ่งการเร่งกระบวนผลัดเซลล์ผิวอาจจะทำได้อีกวิธีหนึ่งคือการใช้กระบวนการของ Alpha Hydroxy Acid (AHA) ซึ่งเป็นกระบวนการที่แตกต่างจากการสครับโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นกรดที่ได้จากกรดวิธีทางเคมี จากธรรมชาติหรือการสังเคราะห์ ที่มีส่วนช่วยในการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วเช่นกัน
 
   
สครับส่วนมากที่จะผมได้ในบ้านเราซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
  1. สครับที่ทำจากธรรมชาติ โดยมากเนื้อเมล็ดของสครับจะทำจากเมล็ดของพืช เช่น walnut meal, corn meal, coconut meal, apricot meal และอื่นๆ เมล็ดสครับที่ได้จากธรรมชาตินั้นมักจะมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนและขนาดของเมล็ดสครับจะมีลักษณะค่อนข้างหยาบ และคุณภาพจะแตกต่างกัน เมล็ดสครับให้ประสิทธิภาพในการขัดที่ดี เนื่องความแตกต่างทางรูปทรงของเมล็ดสครับ จึงช่วยให้การขัดเพื่อขจัดสิ่งสกปรกสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเมล็ดสครับที่มีผลต่อการระคายเคืองผิวน้อยที่สุดด้วย ซึ่งสครับประเภทนี้สามารถใช้ได้สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้งแต่ทั้งการขัดด้วยสครับไม่ควรจะรุนแรงเกินไป
  2. สครับที่ทำมาจากกระบวนการทางเคมี เช่น เม็ดพลาสติก หรือ เม็ดพลาสติกเคลือบ ( Micro bead ) เม็ดสครับประเภทนี้จะมีให้เลือกตามแต่ขนาดที่ผู้ผลิตต้องการมีตั้งแต่หยาบมากจนถึงละเอียดมาก ซึ่งคุณภาพของเม็ดสครับจะแตกต่างกันออกไปเช่น บางชนิดอาจจะเป็นเพียงแค่เม็ดพลาสติกธรรมดา บางประเภทอาจจะมีการเคลือบหรือชุบสารสกัดธรรมชาติ เช่น jojoba bead โดยมากจะมีสีสันให้เลือกหลากหลาย ส่วนลักษณะของเม็ดสครับจะมีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดเท่ากันของเม็ด ซึ่งสครับประเภทนี้มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดการระคายต่อผิวได้มากกว่าสครับจากธรรมชาติ สำหรับสครับประเภทไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ข้อควรรู้ในการสครับผิวหน้า
•  ระยะเวลาเหมาะสม ในการใช้สครับสำหรับการเลือกใช้สครับนั้นความถี่ในการสครับผิวนั้นไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือตามแต่ประเภทของสครับ เพื่อเป็นเปิดโอกาสให้เซลล์ผิวได้สร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวเก่าที่ถูกขจัดออกไป
•  ช่วงเวลาเหมาะสมในการใช้สครับ การเลือกใช้สครับนั้นควรจะเลือกใช้สครับกับใบหน้าหรือผิวกายในช่วงเวลาเย็น-กลางคืน เพราะหลังจากที่ได้มีการใช้สครับแล้ว ขณะที่ร่างกายได้มีการหลับพักผ่อนเซลล์ผิวจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นตัวจากสครับเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ
•  สำหรับผิวที่เป็นสิว การสครับยังคงสามารถทำได้แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกรดของ Salicylic Acid ที่ไม่เข้มข้นจนเกินไปในที่นี่ไม่ควรเกิน 2 เปอร์เซนต์ ซึ่งจากการวิจัยในสถาบันชั้นนำจากต่างประเทศ พบว่าสาร Salicylic Acid ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนช่วยให้การกระตุ้นกระบวนการผลิตโปรตีนคอลลาเจน รวมถึงช่วยการชะลอกระบวนสร้างเม็ดสีผิวอีกด้วย
•  หลังจากใช้สครับ หลังจากควรใช้สครับควรจะมีการบำรุงผิวด้วย ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์และคอลลาเจน เพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหลังจาการสครับจะทำให้เนื้อครีมบำรุงสามารถซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดทั้งทางตรงและทางอ้อม

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ว่าน่าสนใจดีเลยอยากให้ลองดูกันนะ

มาอัพเดทการแต่งหน้าแบบใสๆๆเกาหลี๋เกาหลีกันบ้าง

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

องุ่น....ผลไม้แสนอร่อยที่หลายคนในครอบครัวชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติดีและสามารถรับประทานได้ทั้งแบบ ผลสดและแห้งแล้ว คุณทราบไหมว่า องุ่นยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพและความงามของเราด้วย
ในผลองุ่นมีวิตามินและสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะที่เปลือกและเมล็ด อย่างที่เราเคยได้ยินถึงการสกัดน้ำมันจากเมล็ดองุ่นมาเป็นส่วนผสมในครีม บำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ น้ำมันนี้ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการจับตัวของก้อนเลือด และลดโคเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจได้ดี นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ส่วน วิตามินต่างๆ ที่พบในองุ่นนั้นก็มีมากมายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลในองุ่นเป็น น้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย จึงช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย และกระตุ้นให้ตับทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีผลจากการ วิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองนิวยอร์กพบว่า ในองุ่นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Polyphenols ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสามารถบริโภคได้ในรูปของน้ำองุ่นหรือไวน์แดง สาร Polyphenols นี้มีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุสมองที่ยาวนานขึ้นและแข็งแรง ทำให้สามารถทำงานและจดจำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม

เมคอัพอย่างง่าย

กล้วย สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ของหนุ่มสาวแดนซากุระ



ใครจะเชื่อว่า การรับประทานกล้วยหอม กลายเป็น
สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตามจนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า 

สูตรลดน้ำหนัก
  ที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้ กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน
“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้
กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น
สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง
“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ใน  ”กล้วย”  นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่
นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่าง วัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ
นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ เตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผอม สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป”  น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณที่มาบทความจาก  www.ladytip.com

แต่งหน้าแบบ พลอย เฌอมาลย์

สูตรพอกหน้า สำหรับสาวนักเที่ยว



สำหรับสาวๆ ที่กังวลกับอาการอักเสบของสิว และรอยดำใต้ขอบตา ที่เป็นของแถมมาพร้อมการนอนดึกและปาร์ตี้จนเหนื่อย แนะนำ มาส์กสลัดผัก เหมาะสำหรับคนผิวมัน ช่วยให้ใบหน้าสดใส และช่วยให้ค่า ph บนใบหน้ามีความสมดุลมากขึ้น
ส่วนผสมมะเขือเทศ1/2 ลูก
แตงกวา1/2 ถ้วย
พารสลีย์ 2 ช้อนโต๊ะ
เลมอนคั้งเฉพาะน้ำ 1 ช้อนชา
ไข่ขาว 1 ฟอง
วิธีทำนำมะเขือเทศ แตงกวา และพาร์สลีย์ ปั่นจนเข้ากัน แล้วแยกกากออก เหลือแต่น้ำ จากนั้นผสมน้ำเลมอนและไข่ขาวลงไป ปั่นให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนนำมาใช้มาร์กหน้า ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วจึงค่อยลอกออก
ปล. อย่าลืมล้างผักด้วยน้ำยาสำหรับล้างผักให้สะอาดก่อนนะคะ เพราะสารพิษจากยาฆ่าแมลงอาจตกค้างอยู่บนผิวหน้าเราได้
สำหรับสาวที่ปาร์ตี้ไม่จัดมาก แต่อยากบำรุงให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสอยู่เสมอ ต้องสูตรนี้ค่ะ มาสก์สลัดผลไม้ เหมาะกับคนผิวผสมถึงแห้ง ช่วยให้ผิวหน้าได้รับประโยชน์จากวิตามินซี ส่วนโยเกิร์ตและน้ำผึ้งช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
ส่วนผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ1/2 ถ้วย
กล้วย1/2 ลูก
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
แอปเปิ้ลเขียว1/2 ลูก (ปอกเปลือกหั่นลูกเต๋า)
วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมด ปั่นให้เข้ากันเป็นเนื้อละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น

การดูแลผิวหน้า

สูตรขจัดสิวหัวดำ นำมะเขือเทศสดมาปั่นรวมกับข้าวโอ๊ตให้เข้ากัน แล้วผสมน้ำผึ้ง
สักเล็กน้อยนำมาทา บนใบหน้าให้ทั่ว เน้นเป็นพิเศษบริเวณ
ที่มีสิวหัวดำ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น
ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก
นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที
แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุก
จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน
คือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง
ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรสาวหน้าใส ส่วนผสม น้ำผึ้ง น้ำมะนาว
ผสมน้ำผึ้ง 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน
นำมานวดให้ทั่วใบหน้า
มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิว เหมือนครีมที่มีส่วนผสม
AHA นั่นแหละ ส่วนน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น นวด
ประมาณ 15 นาที

สูตรลดริ้วรอย
เลือกใช้ผลไม้ที่หาง่าย จะเป็นแอปเปิ้ล กล้วยหอม
แตงกวา หรือมะเขือเทศก็ได้ค่ะ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วย
นำมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก นำไปปั่นให้เนื้อ
ละเอียด นำเนื้อผลไม้ที่เตรียมไว้ มาพอกให้ทั่วหน้า
ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก และล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
อีกครั้ง จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลา แลดูสดใส

สูตรกระชับรูขุมขน
กล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใด
อย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็น
ชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไป
นำไปปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีม นำมาพอกให้ทั่ว
ใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้าง
ออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และ
ช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

สูตรพิฆาตสิวเสี้ยน
นำไข่ขาว มาทาบาง ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วใช้
กระดาษทิชชูหรือกระดาษซับหน้าแค่ชั้นเดียว
วางทับลงไป รอให้แห้ง แล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษออก
โดยดึงจากมุมด้านล่าง สิ้วเสี้ยนที่เคยเป็นเสี้ยนหนาม
ตำใจจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายค่ะ

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เมื่อเล็บมีคราบเหลือง

A : เม็ดสีจากยาทาเล็บจึงติดค้างอยู่บนเล็บ ทำให้เกิดเป็นคราบสีน่าเกลียด ๆ ขึ้นมา เรามีวิธีจัดการกับมันอยู่สองสามวิธี






วิธีแรก ก็คือทาสีเล็บปกปิดเอาไว้ แต่คราวนี้ควรลงผลิตภัณฑ์รองพื้นเล็บก่อน วิธีนี้เป็นวิธีง่าย ๆ แต่ไม่ได้ช่วยให้คราบเหลืองนั้นหายไป

วิธีที่สอง คือใช้ยาสีฟันชนิดฟอกฟันขาวขัดเล็บ วิธีนี้จะช่วยขจัดคราบเหลืองแบบเดียวกับการขจัดคราบเหลือง ๆ บนผิวฟัน

ส่วนวิธีสุดท้าย คือผสมน้ำมะนาวกับเบคกิ้งโซดาให้เป็นเนื้อแป้งข้น ๆ จากนั้น นำมาทาเล็บทิ้งไว้ 15-20 นาที ซึ่งน่าจะช่วยให้เล็บของคุณดู ขาวขึ้นจนสังเกตได้

สูตรกระชับรูขุมขนแบบง่ายๆ

Clean & Clear

มีวิธีการกระชับรูขุมขนแบบง่าย ๆ 2 วิธี มาฝากกันคะ....รับรองว่าทำได้เองง่ายๆ ไม่ยาก..แล้วหน้าคุณก็จะเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ.. ใสกิ๊งแน่นอนคะ

มะเขือเทศ : จะมีกรดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนช่วยลดการเกิดสิวบนใบหน้าด้วย

วิธี คือ ปอกเปลือกออกก่อนแล้วฝานเป็นแผ่น ๆ นำเมล็ดออก จากนั้นนำมาปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะขยำจน เละและไม่จับเป็นก้อน แล้วนำมาทา บนหัวสิวระวังอย่าให้เข้าตา และทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออก ด้วยน้ำอุ่น แต่ถ้าใครลองแล้วมีอาการแสบ ๆ ละก็แสดงว่าเกิดอาการแพ้ ให้รีบล้างออกทันที


ไข่ไก่ : มีสรรพคุณในการช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เหมือนกับพวกโทนนิ่งโลชั่น

วิธี คือ ให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หรืออาจจะใช้น้ำนมก็ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผิวสดชื่น จากนั้นตอกไข่ ใส่ชาม แยกไข่ขาวออกจากไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาว ทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นจากนั้นก็ ทามอยส์เจอไรเซอร์ปิดท้าย


ขอบคุณข้อมูล :

นอนน้อยแต่สู้งาน

นาทีนี้คงไม่มีอะไรจะอินมากไปกว่ามหกรรมฟุตบอลแห่งชาติยุโรป 2012 ที่ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มหรือสาวก็ยอมอดตาหลับขับตานอนติดต่อกันหลายคืน เพื่อที่จะดูให้ครบถ้วนทุกแมตช์ ชนิดที่กลัวว่าถ้าพลาดนัดใดนัดหนึ่งไปจะคุยกับเพื่อนฝูงไม่รู้เรื่อง แน่นอนว่าการอดนอนติดต่อกันหลายคืน ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยง่าย ปวดและเวียนศีรษะ ท้องผูก ภูมิต้านทานต่ำ มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย หนักเข้าอาทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกต่างหาก ทำอย่างไรจะให้ร่างกายนอนน้อยแต่สู้งาน เพราะในเมื่ออดใจไม่ไหว ต้องใช้ร่างกายหนักในช่วงนี้ คอบอลก็อย่าลืมดูแลตัวเองเพื่อให้พร้อมสำหรับการทำงานในวันต่อไป










1. นอนน้อยแต่สู้งานสำคัญต้องนอนให้พอ
ไม่ว่าจะดูบอลดึกแค่ไหน คุณก็ควรจะนอนให้ได้นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ติดต่อกัน และควรตื่นเช้าตามเวลาเดิม เพื่อให้การทำงานของนาฬิการ่างกายยังเป็นไปตามปกติ หาเวลาพักผ่อนระหว่างวัน เช่น งีบหลับขณะเดินทางหรือระหว่างพักกลางวัน เพื่อชาร์ตแบตให้กับร่างกาย เป็นต้น

2. นอนน้อยแต่สู้งานระวังการกิน
ขณะที่ดูบอลระวังอาหารมื้อดึกที่จะทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว เช่น ของขบเคี้ยวที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง หากรู้สึกหิวควรเลือกเป็นอาหารเบาๆ ย่อยง่าย อย่างน้ำเต้าหู้ นมอุ่น หรือโจ๊กแทน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน หรืออาหารที่มีรสเค็มจัด เพราะจะยิ่งทำให้อาการนอนน้อยแย่ลงไปอีก

3. นอนน้อยแต่สู้งานเลือกอาหารระหว่างวัน
ควรเลือกกินอาหารที่มีวิตามินบีหรือซีสูง เช่น ข้าวกล้อง ผัก หรือผลไม้สด นอกจากนี้ยังสามารถรับประทานวิตามันสำเร็จรูปแทนได้ ซึ่งจะช่วยต้านความอ่อนล้า เพิ่มความสดชื่น ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองตัวยังมีสารซีโรโทนินสูง ซึ่งจะช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้ควรเลือกกินอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย เช่น แอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่ง เป็นต้น

4. นอนน้อยแต่สู้งานต้องดื่มเยอะๆ
เมื่อนอนพักผ่อนน้อยไม่เพียงพอ จะทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกิดอาการร้อนใน การดื่มน้ำจะช่วยชดเชยปัญหาเหล่านั้น และยังช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลได้ ควรเลือกเป็นน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่า ทั้งยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพราะลำพังแค่นอนไม่เพียงพอก็ทำให้สติสตังไม่ค่อยครบถ้วน มีผลต่อความรวดเร็วในการตัดสินใจอยู่แล้ว

5. นอนน้อยแต่สู้งานดูเอาสนุกอย่าจริงจังนัก
ดูกีฬาก็ดูเอาสนุก เอามัน อย่าจริงจังเกินไปจนเกิดความเครียด ราวกับว่าลงแข่งเสียเอง เพราะยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้หลับยากมากเท่านั้น แถมยังพลอยทำให้ไม่มีกะจิตกะใจทำงานอีกต่างหาก ที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงการเล่นพนันฟุตบอล เพราะจะทำให้เครียดเกินความเป็นจริง นอกจากนี้ควรเลือกดูบางแมตซ์ที่ทีมรักลงแข่งเท่านั้น เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนให้มากขึ้น

8 วิธีการพอกหน้าให้อ่อนวัยสวยใสไร้ริ้วรอย




การพอกหน้าเพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนวัยมีความสวยใส ไร้ริ้วรอยเดี๋ยวนี้ทำได้หลากหลายวิธีมากๆ และทำได้ง่ายดายขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเดี๋ยวนี้เครื่องสำอางจากแบรนด์ดังต่างๆ ก็พากันออกพวกที่พอกหน้ากันมายกใหญ่ มีที่ใช้แล้วเห็นผลบ้าง ไม่เห็นผลบ้าง เกิดการระคายเคืองบนใบหน้าบ้าง หรือสวยใส อ่อนวัย ไร้ริ้วรอยบ้างปะปนกันไป เนื่องด้วยเครื่องสำอางค์เหล่านั้นถึงจะบอกว่ามีส่วนประกอบจากธรรมชาติ แต่ยังไงก็ไม่สามารถที่จะละทิ้งสารเคมีบางชนิดที่เอามาเป็นส่วนผสมได้ ดังนั้นวันนี้ Yopi Beauty Magazine จึงมีวิธีการพอกหน้าดีดีจากธรรมชาติ เพื่อให้สาวสาว มีใบหน้าที่อ่อนวัย สวยใส และไร้ริ้วรอย อย่างที่ต้องการ โดยที่ไม่ต้องกลัวสารเคมีจะมาทำให้ใบหน้าเราเกิดการระคายเคือง จนทำให้ผิวเสียตามมาอย่างแน่นอน

พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง



วิธีการพอกหน้า : ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้งลูบไล้บนใบหน้าและลำคอเบาๆ สักครู่ แล้วนวดหน้าด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาประมาณ 5 นาที จนน้ำผึ้งเหนียว นวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้ง ไว้ประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนั้นให้นอนพัก ศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหลมาหล่อเลี้ยง ที่ใบหน้าและลำคอได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อครบเวลาแล้วก็ค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำผึ้งออก ให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี ด้วยสรรพคุณน้ำผึ้งไม่ผ่านความร้อนจะมีเอ็นไซน์ ซึ่งทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นและนุ่มนวลขึ้น ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย



พอกหน้าด้วยแอปเปิ้ล

วิธีการพอกหน้า : ปอกแอปเปิ้ล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก บดให้ละเอียด ขณะที่บดให้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย เมื่อบด จนเข้ากันดีแล้ว นำเอาส่วนผสมนี้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆ ล้างออก ด้วยส่วนประกอบหลักจากแอปเปิ้ลที่จะมีสารอิลาสติน คอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวช่วยให้ผิวแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยสารฟิโนลิกที่ต่อต้านการเกิดฝ้าพร้อมด้วยชะลอความแก่อีกด้วย ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

พอกหน้าด้วยแตงโม



วิธีการพอกหน้า : ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมหน้าไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สิ่งที่ได้จากการบำรุงผิวหน้าด้วยแตงโม คือ ความเย็นของแตงโมช่วยผ่อนคลายผิวด้านนอกให้สดชื่น สารสีแดงจากแตงโม ที่เรียกว่า ไลโคปีน ที่มีแอนตี้ออกซิเดนท์ นอกจากช่วยในการบำรุงหัวใจ รวมถึงมะเร็งแล้ว ยังสามารถดูดซับความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่จะช่วยควบคุมระบบการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณผิวหน้าให้เป็นปกติ ช่วยให้รูขุมขนมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื่น อีกทั้งในน้ำแตงโม มีโมเลกุลของน้ำตาลอยู่พอประมาณ รวมทั้งกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย ช่วยในการบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย



พอกหน้าด้วยไข่ขาว

วิธีการพอกหน้า : ตอกไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออกเทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาวจนเป็นฟองพอสมควร แล้วใช้แปรงขนนุ่ม จุ่มไข่ขาวทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนไข่ขาวเริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ด้วยไข่ขาวมีโปรตีนสูงสามารถนำมาพอกเพื่อรักษาและสร้างเซลล์ผิวใหม่ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำมันส่วนเกินบนผิว ช่วยกระชับผิวและรูขุมขน ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

พอกหน้าด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง


วิธีการพอกหน้า : ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ด้วยมะนาวจะทำให้ผิวหน้ากระชับ เต่งตึง ผิวแก้มเปล่งปลั่งสดใส เพราะมะนาวมีวิตามินซีและน้ำมันหอมเป็นจำนวนมากอีกทั้งน้ำผึ้งก็มีประโยชน์ต่อผิวหน้าจากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้เชื่อได้เลยว่า ผิวหน้าของคุณจะมีความสวยใส ไร้ริ้วรอย และแลดูอ่อนวัย อย่างแน่นอน



พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ

วิธีการพอกหน้า : ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอเบาๆ ตรงบริเวณที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมี วิตามินซีและกรด AHA จะช่วยลอกผิวหน้าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ หลังจากนั้นจึงค่อยใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศออกให้สะอาด ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

พอกหน้าด้วยนมเปรี้ยว



วิธีการพอกหน้า : สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน ล้างหน้าให้สะอาดก่อนจะเอานมเปรี้ยวที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีหรือนานกว่านั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก ตำรานี้จะใช้ได้ผลดีมากในหน้าร้อน เพราะจะช่วยให้ ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งขึ้นได้ ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

พอกหน้าด้วยมะละกอ

วิธีการพอกหน้า : นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วล้างออก ด้วยวิตามินจากมะละกอสุกจะช่วยลดรอยด่างดำบนใบหน้าได้ ทำให้ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

จากสูตรการพอกหน้า เพื่อลดริ้วรอย ทำให้หน้าของสาวสาวดู อ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย ที่ได้ให้ไว้ถึง 8 วิธีนี้จะเห็นได้ว่า ทำได้ง่ายๆเพราะเป็นของใกล้ตัว ไม่ได้หายากแต่อย่างใด อีกทั้งยังมาจากธรรมชาติแท้แท้ ทำให้สาวสาวมั่นใจได้เลยว่า การพอกหน้าด้วยกลวิธีต่างๆที่ได้ให้ไว้ จะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้บนใบหน้าของสาวสาวอย่างแน่นอน แต่เพื่อเพิ่มความมั่นใจสาวสาว ควรล้างวัตถุดิบต่างๆให้สะอาดเสียด้วย เพราะไม่อย่างงั้นแล้วอาจมีสารเคมีตกค้างบนใบหน้าของสาวๆ ทำให้ใบหน้าของสาวสาว นอกจากจะดูไม่อ่อนวัย ไม่สวยใสแล้ว ยังจะมี ริ้วรอยตามมาอีกด้วย

ยินดีต้อนรับสู่ Blog ฉัน วิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

สวัสดีค่ะเพื่อนๆๆๆ

เพลงสายตาสั้น